ถาม-ตอบข้อมูลด้านยาและเวชภัณฑ์  
 
หัวข้อ ข้อแตกต่างระหว่าง Ventolin กับ Berodual
จุดประสงค์การถามเพื่อการศึกษา/แลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่บุคลากร/นศ.ด้านสาธารณสุข ประเภทคำถามเภสัชวิทยา/กลไกการออกฤทธิ์ (Pharmacology/Mechanism of Action)
รายละเอียด อยากทราบข้อแตกต่างของยา ventolin - beradual
พอดีแพทย์สั่งพ่นยา ventolin - beradual โดยมี order ให้สลับกัน
เลยอยากทราบว่า ยาทั้ง 2 มีกลไกกรออกฤทธิ์ต่างกันอย่างไร
** ถ้าเป็นไปได้รบกวนขอรายละเอียดของยาทั้ง 2 ด้วยคับบบบ **
ขอบคุณมากมากเลย (ล่วงหน้า) แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ วันที่ 06/11/52 เวลา 23.22 น.
กรุณาตอบแบบประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการ
ตั้งโดย : jeda

วันที่ 06/11/52 16.40 น.
จังหวัด : ปัตตานี
อาชีพ : พยาบาล
โพสต์มาแล้ว : 0 ครั้ง
IP : 202.183.221.242:172.1.1.163
 

ตอบคำถามนี้หน้า : 1
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
พอดีแวะเปิดตอนค่ำ ๆ เจอคำถามจากคุณ jeda น่าสนใจครับ ขอตอบประเด็นแรกก่อนครับ

ความแตกต่างของยาทั้งสองตัวคือ
-Ventolin (ชื่อการค้า) ของ Salbutamol หรือบางประเทศเรียก Albuterol เป็นยาขยายหลอดลม ชนิดออกฤทธิ์สั้น
-Berodual เป็นยาสูตรผสม ประกอบด้วย Ipratropium bromide (เป็นยาที่ออกฤทธิ์เป็น Anticholinergic) และ Fenoterol เป็นยาขยายหลอดลม (ตัวยานี้ยังจัดอยู่ในกลุ่มออกฤทธิ์สั้น หรือ short acting beta 2 agonist เช่นเดียวกัน Ventolin โดยที่ระยะเวลาการออกฤทธิ์ประมาณ 4-6 ชั่วโมง*) เพียงแต่ฤทธิ์ขยายหลอดลมของ Iprotropium ยาวกว่ากลุ่ม Beta 2 agonist เล็กน้อย (คือ ประมาณ 6-8 hr)*

เอาประเด็นแรกก่อนน่ะครับ ประเด็นอื่น ๆ จะทยอยตอบอีกที

ขอบคุณที่ใช้บริการ Drug Information Service รพ.ยะหริ่งครับ

*ข้อมูลจาก GOLD Guideline update 2008แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ วันที่ 06/11/52 เวลา 22.11 น.
โดย : admin
วันที่ 06/11/52 21.29 น.
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ในทางปฏิบัติอาจพบการสั่งจ่ายยาเป็นเช่นนี้ครับ

Ventolin 1:3 NB q 4 hr

สลับ

Berodual 1:3 NB q 4 hr
(ระยะห่างการพ่นยาแบบ NB สำหรับ Berodual ทีดี ควรเว้นทุก 6-8 ชั่วโมงเนื่องจากระยะเวลาออกฤทธิ์ของยาอยู่ระหว่าง 6-8 ชั่วโมง การพ่นยาควรพ่นวันละไม่เกิน 4 ครั้ง ซึ่งมีข้อมูลจาก micromedex 2.0, Health Care Series, 2013 ดังนี้ Ipratropium bromide may be given by inhalation as a nebulised solution in doses of 250 to 500 micrograms up to 4 times daily)

ยาที่ออกฤทธิ์ beta2 agonist จะทำหน้าที่หลักคือขยายหลอดลมโดยการกระตุ้นตัวรับ (receptor) beta2 (ซึ่งอยู่ที่หลอดลมเป็นส่วนใหญ่) การกระตุ้นตัวรับดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดการเพิ่ม Cyclic AMP และเกิดการต้านฤทธิ์หลอดลมหดตัว ส่วนยาที่ออกฤทธิ์ Anticholinergic นั้น ฤทธิ์ ANticholinergic ก็ช่วยทำให้หลอดลมขยายได้เช่นกัน โดยที่ การเกิด bronchoconstrict (หรือการหดตัวของหลอดลม) เป็นภาวะที่มี parasympathetic เด่น ดั้งนั้นการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เป็น anti-parasympathetic หรือ anticholinergic ก็จะทำให้ลดภาวะ bronchoconstrict ลดภาวะหอบเหนื่อยได้ Ipratropium จัดเป็นอนุพันธ์ของ Atropine แต่มีคุณสมบัติผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ (membrane) ไม่ดีเท่า atropine จึงมีอาการไม่พึงประสงค์น้อยกว่า Atropine ข้อมูลการศึกษาพบว่า การพ่น Ipratropium เพียงอย่างเดียวทำให้เกิดผลขยายหลอดลมได้น้อยกว่าพ่นยาขยายหลอดลมชนิด short acting Beta 2 agonist ในการศึกษาแบบ Meta analysis พบว่าการใช้ยาพ่น Ipratropium ควบคู่กับยาพ่นชนิด beta 2 agonist ในรายที่เป็น acute asthma นั้นมีนัยสำคัญในการทำให้ปอดทำหน้าที่ได้ดีขึ้น แม้จะไม่มากนัก และมีนัยสำคัญในการลดอัตราการรับนอนในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของการใช้ Ipratropium ในระยะยาวสำหรับรักษา Asthma นั้นยังไม่ได้มีการศึกษาหรือแนะนำ แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าการใช้ Ipratropium เป็นทางเลือกทดแทนสำหรับช่วยขยายหลอดลมอาจช่วยลดปัญหาอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจาก short acting beta 2 agonist ซึ่งได้แก่ สั่น หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้ (อาการไม่พึงประสงค์ของยาพ่น Ipratropium ที่อาจเกิดได้ คือ ปากแห้ง ขมปาก ได้ แต่ไม่มีหลักฐานว่ายานี้จะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อการหลั่งน้ำเมือก (เสมหะ/น้ำมูก) (mucus secretion)

ยาพ่น Ventolin เมื่อพ่นแล้วจะเริ่มออกฤทธิ์ได้ภายใน 5 นาที และระยะเวลาการออกฤทธิ์จะยาวนาน 3-6 ชั่วโมง (บางข้อมูลระบุ 4-6 ชั่วโมง)

ส่วน berodual เนื่องจากมีตัวยาผสม ออกฤทธิ์ขยายหลอดลมได้ยาวนานกว่า ventolin ตัวเดียว คือ ประมาณ 6-8 h

จากการ review Guideline GINA (Guideline ที่พูดถึง Asthma) และ GOLD (Guideline สำหรับ COPD) ฉบับ update 2008 พูดถึงการใช้แนวทางการเลือกใช้ยาดังนี้

กรณี Asthma

step แรกที่ควรใช้คือยาพ่นขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้น ส่วนยาขยายหลอดลมแบบรับประทาน หรือ Theophylline ชนิดออกฤทธิ์สั้น และยาพ่นชนิด anticholinergic (เช่น Ipratropium) ให้เก็บเป็นเพียงทางเลือกในการรักษาเท่านั้น (แม้ว่ายากลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดจะเป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า และอาจมีปัญหา Side effect สูงกว่ายาพ่นขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้นก็ตาม)

ส่วน step อื่น จะเริ่มมียาพ่นชนิด steroid และอื่น ๆ ตามมา

กรณี Asthma w/ exacerbation

ให้ทางเลือกคือ ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้น และยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน (Prednisolone 0.5-1 mg/kg หรือเทียบเท่าใน 24 hr แรก)

กรณี Asthma w/ exacerbation และรับรักษาใน Acute Care Setting

-เริ่มต้นให้ short acting beta 2 agonist ต่อเนื่องในช่วงชั่วโมงแรก
-ให้ systemic corticosteroid หากยังไม่ response ในทันที หรือในรายที่ปัจจุบันนี้กำลังได้รับ oral corticosteroid อยู่ หรือ ในรายที่อาการรุนแรง
-ห้ามให้ยานอนหลับแก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาดังกล่าวนี้

ภายหลังจากให้การรักษาชั่วโมงแรก ให้ทำการประเมิน

หากประเมินว่าปานกลาง
-ให้รักษาด้วย Oxygen
-ใช้ยาพ่นขยายหลอดลม beta 2 agonist และ anticholinergic ทุก 60 นาที
-ยาสเตียรอยด์รับประทาน

หากประเมินว่ารุนแรง
-Oxygen
-ใช้ยาพ่นขยายหลอดลม beta 2 agonist และ anticholinergic
-systemic สเตียรอยด์

เป็นต้น

ส่วนกรณี COPD นั้น

ยา Berodual ถือเป็น common drug ตัวหนึ่งใน COPD เลยครับ การพิจารณาเลือกใช้ยาขยายหลอดลมว่าควรเป็น beta 2 agonist หรือ anticholinergic หรือ theophylline หรือแบบผสม ขึ้นกับว่ามียานั้น ๆ ในสถานบริการหรือไม่ และผลการตอบสนองของคนไข้ดีหรือไม่ รวมทั้งอาการไม่พึงประสงค์ว่ามีเพียงใด และสำหรับ stable COPD นั้น ยาขยายหลอดลมถือเป็นหัวใจสำคัญของโรคนี้

การเลือกใช้ยาขยายหลอดลมที่มีการออกฤทธิ์ต่างกลไกกันสำหรับ Stable COPD สามารถช่วยให้ประสิทธิผลจากยาดีขึ้น และสามารถลด side effect จากการใช้ยาขยายหลอดลมชนิดเดียว (ที่อาจต้องใช้ยาในขนาดสูง) ได้


Ref :
-GOLD Guideline update 2008
-GINA guideline Update 2008
-Managing Asthma During Pregnancy: Recommendations for Pharmacologic Treatment, Update 2004
-micromedex 2.0, health care series, 2013
แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ วันที่ 08/11/56 เวลา 15.14 น.
โดย : admin
วันที่ 06/11/52 22.04 น.
 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
กล่าวกันโดยสรุปแล้ว

กรณี asthma การเลือกใช้ short acting beta 2 agonist เช่น ventolin พ่น น่าจะดีกว่า (ราคาไม่แพงด้วย) ส่วน Berodual นั้นอาจเป็นแค่ทางเลือกตัวหนึ่ง (ราคาแพงเสียด้วยสิครับ)

แต่ใน COPD : Berodual อาจมีประโยชน์กว่า (โดยเฉพาะในแง่ต้องการฤทธิ์ขยายหลอดลมที่มาจากหลายกลไก)

และการใช้ยานี้ร่วมกัน (ทั้ง short acting beta 2 agonist และ berodual) อาจมีประโยชน์ใน COPD severe stage หรือ Asthma w/ exacerbation ที่รับดูแลใน Acute Care Setting ที่หลังจากการให้การรักษาด้วย short acting beta 2 agonist ต่อเนื่องในช่วงชั่วโมงแรก และ ให้ systemic corticosteroid หากยังไม่ response ในทันทีจากยาดังกล่าว และหลังจากประเมินสิ้นชั่วโมงที่ 1 ยังอยู่ใน moderate หรือ severe ก็อาจเลือกใช้ยาพ่นขยายหลอดลม beta 2 agonist และยาพ่น anticholinergic ได้แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ วันที่ 06/11/52 เวลา 23.25 น.
โดย : admin
วันที่ 06/11/52 23.16 น.
 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
สำหรับเอกสารอ้างอิง ทั้ง GOLD Guideline/GINA guideline จะลงไว้ในมุม download ต่อไปครับ ขอบคุณครับ โดย : admin
วันที่ 06/11/52 23.16 น.
 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
อย่างไรก็ตาม มีแพทย์อีกจำนวนไม่น้อยที่มีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับการใช้ ventolin พ่น สลับกับ Berodual พ่น เพราะถ้าดูกันตาม guideline แล้ว การมี anticholinergic พ่นจะช่วยลดการใช้ยา beta 2 agonist (จะได้ช่วยลด side effect จาก beta 2 agonist ที่ต้องใช้ยาในขนาดสูง)

การใช้ยาดังกล่าวสลับกันพ่น ก็ยังคงทำให้ผู้ป่วยได้รับ beta 2 agonist สูง (เพราะมาจาก 2 ตัวยา คือ salbutamol กับ fenoterol) นั่นเอง

อันนี้คงแล้วแต่การพิจารณาของแพทย์เป็นสำคัญครับ
โดย : admin
วันที่ 07/11/52 09.27 น.
 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
แต่หากดูจาก duration การออกฤทธิ์จริง ๆ ควรพ่น berodual q6-8hr เนื่องจาก duration ยาวกว่า SABA (short acting beta2 agonist)

Ref :
Micromedex 2.0 health care series
โดย : admin
วันที่ 21/12/54 12.50 น.
 
หน้า : 1


  ตอบ / แสดงความคิดเห็น  
 
รายละเอียด
รูปภาพประกอบ
ชื่อผู้ใช้ สีพื้นหลัง
 
คลิกที่รูปถ้าต้องการแทรกรูป
  แจ้งไปยัง E-mail เมื่อมีผู้แสดงความคิดเห็น
 


Copy right. © 2009 ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน โรงพยาบาลยะหริ่ง