หน้าแรก   สถานีอนามัยและ PCU   บัญชียา   มุมดาวน์โหลด   เว็บบอร์ด 
ยินดีต้อนรับสู่ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน โรงพยาบาลยะหริ่ง ; Welcome to Pharmacy Department, Yaring Hospital ; Selamat Datang Ke Bahagian Farmasi, Yaring Hospital
โรงพยาบาลยะหริ่ง
ประวัติโรงพยาบาลยะหริ่ง
คณะกรรมการบริหาร
ข้อมูลทั่วไป อ.ยะหริ่ง
นโยบายวิสัยทัศน์และพันธกิจ
หอเกียรติยศ
คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพ
`สิทธิผู้ป่วย 10 ประการ`
คำขยายความสิทธิผู้ป่วย
มุมกิจกรรมและกีฬา
 

ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน
โครงสร้างฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน
งานบริการผู้ป่วยนอก-ผู้ป่วยใน
งาน ADR
Ambulatory Care
งานบริบาลเภสัชกรรม
งานบริหารเวชภัณฑ์
งานวิชาการ/บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา
งานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข
มาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรม
 

การพัฒนาระบบยา
นโยบายความปลอดภัยด้านยา (Drug Safety Policy)
High Alert Drug
Drug Reconciliation
การป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยา
ระบบการกระจายยาแบบ One Day Dose
การประเมินความเหมาะสมในการใช้ยา (DUE)
ผลการประชุมคณะกรรมการเภสัชบำบัด (PTC)
การพัฒนาระบบการสื่อสารสุขภาพด้านยาสู่ประชาชน
การกระจายยาสู่เครือข่ายบริการสุขภาพด้วยระบบ Delivery Logistic
ตัวอย่างกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ (CQI) ด้านยาเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
Pharmacy Department Service Profile
KPI Template เภสัชกรรมและระบบยา
 



  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ "Ranitidine 150 mg กับการรับประทานแบบ 1x2 หรือ 2xhs" (29/1/53)  
 
  ที่มา : งานบริการสารสนเทศทางยา (Drug Information Service ; DIS) ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน รพ.ยะหริ่ง วันที่ : 29/01/53 07.25 น. ผู้อ่าน : 15779 คน

โดย  ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ  เภสัชกรชำนาญการ  โรงพยาบาลยะหริ่ง

 

            ยา Ranitidine มีวิธีการกินได้ 2 แบบ  คือ  แบบแบ่งให้ 150 mg วันละ 2 ครั้ง  กับการรับประทานยา 300 mg ก่อนนอน  (การให้ก่อนนอนจะช่วยในขนาดสูงครั้งเดียวทำให้ร่างกายมีระดับยาสูงเหมาะกับการยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารในยามค่ำคืน (Block nocturnal gastric acid secretion)

            มีข้อมูลการศึกษามากมายที่ระบุประสิทธิภาพของยาเปรียบเทียบระหว่างกินวันละ 2 ครั้งในขนาด 150 mg กับการกินยาในขนาด 300 mg วันละครั้งก่อนนอน  โดยพบว่าประสิทธิภาพในการทำให้แผลหายนั้นเท่า ๆ กัน  คือ 85% กับ 84% ตามลำดับ (เมื่อรักษาไปแล้ว 4 สัปดาห์)  และหากผู้ป่วยจำเป็นต้องเพิ่มระยะเวลาการรักษาให้ยาวนานออกไป คือ 8 สัปดาห์  ประสิทธิภาพในการทำให้แผลหายในรายที่กินแบบวันละ 2 ครั้งจะสูงกว่าแบบครั้งเดียวก่อนนอกเล็กน้อยคือ 92% กับ 87% ตามลำดับ  (ตามข้อมูลที่ attach มา)

 

 

  

            อย่างไรก็ตาม  หากดูคำแนะนำในการรับประทานยา  พบว่า  ตำรามักแนะนำแบบ 1*2 เป็นลำดับแรก  และให้หมายเหตุว่า  ในรายที่มีปัญหาไม่สะดวกในการกินยา  ก็มีทางเลือกให้กินยาแบบ 300 mg วันละครั้งก่อนนอนได้  ดัง Ref. นี้  (ที่สำคัญ  การศึกษาส่วนใหญ่มักศึกษาแบบ 1*2 เป็นมาตรฐาน)

 

 

            หากพิจารณาดูจากเภสัชพลศาสตร์ (Pharmacodynamics) นั้น  พบว่า  ระดับยาในเลือดที่จำเป็นสำหรับการยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารนั้นอยู่ที่ประมาณ 36-94 นาโนกรัม/มิลลิลิตร  ซึ่งพบว่าหลังการให้ยา 150 mg ครั้งเดียว  ระดับยาในเลือดอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวได้นานถึง 12 ชั่วโมง  แต่อย่างไรก็ตาม  ระดับยาในเลือดไม่ได้สอดคล้องโดยตรงกับขนาดยาหรือปริมาณกรดที่จะถูกยับยั้ง

            ยานี้สามารถให้ได้ทั้งพร้อมอาหารหรือขณะท้องว่าง  เพราะอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมยา  แต่หากต้องการรักษาอาการแสบยอดอกที่มักเกิดหลังรับประทานอาหาร  แนะนำให้กินยาก่อนอาหาร ½ - 1 ชั่วโมง  ยานี้ทำปฏิกิริยากันกับ Antacid (Significant Ratio เท่ากับ 5 หรือไม่ค่อยมีนัยสำคัญมากนัก)  โดย Antacid จะไปทำให้ชีวประโยชน์ของยา Ranitidine ลดลง  หากจำเป็นต้องให้ยาทั้งสองร่วมกัน  แนะนำให้กิน Ranitidine ห่างจาก Antacid ประมาณ 2 ชั่วโมง  (โดยอาจกินก่อนหรือหลัง Antacid ก็ได้)

  

From  http://www.rxlist.com/cgi/generic/ranit_cp.htm#CT

 

Pharmacodynamics: Serum concentrations necessary to inhibit 50% of stimulated gastric acid secretion are estimated to be 36 to 94 ng/mL. Following a single oral dose of 150 mg, serum concentrations of ZANTAC are in this range up to 12 hours. However, blood levels bear no consistent relationship to dose or degree of acid inhibition.

           

            มีการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจที่ศึกษาขึ้นในสก็อตแลนด์ ปี 1988 (ซึ่งนานมาแล้ว)  ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการกินยาแบบ 300 mg หลังอาหารเย็น  (รับประทานอาหารเย็น 18.00 น.)  กินยา 18.15 น.  กับอีกกลุ่มหนึ่งที่กินยาเวลาเดียวกันแต่ไปกินอาหารเย็นเวลา 22.00 น.  ทำการสุ่มวัดน้ำย่อยในกระเพาะอาหารทุก ๆ ชั่วโมง  หลังจากนั้น  พบว่ารายที่กินอาหารเวลา 22.00 น. จะมีระดับ pH ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ  และระดับกรดจะสูงกว่า  รวมทั้งปริมาณกรดทั้งหมดที่หลั่งออกมาและระดับ pepsin สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย  การศึกษาสรุปว่าอาหารอาจมีผลรบกวนฤทธิ์ในการหลั่งกรดของยา Ranitidine ได้  และแนะนำว่าการกินยาแบบวันละครั้งก่อนนอนนั้น  ควรกินหลังกินอาหารมื้อเย็นแล้ว  ไม่ใช่กินยาแล้วกลับไปกินอาหารอีก

 

ตำรา/เอกสารอ้างอิง :

 

  1. http://www.rxlist.com/cgi/generic/ranit_cp.htm#CT
  2. Drug Interaction Facts, 2004
  3. http://www.rxcarecanada.com/Zantac%20%20(%20Ranitidine%20).asp?prodid=661452
  4. D. A. JOHNSTON11Ninewells Hospital and Medical School, Dundee DD1 9SY, Scotland &  K. G. WORMSLEY11Ninewells Hospital and Medical School, Dundee DD1 9SY, Scotland The effect of food on ranitidine-induced inhibition of nocturnal gastric secretion (Abstract in  http://www.blackwell-synergy.com/doi/abs/10.1111/j.1365-2036.1988.tb00724.x)
แลกเปลี่ยนเรียนรู้
 
ส่งหน้านี้ให้เพื่อนอ่าน
Copy Right © 2010 โรงพยาบาลยะหริ่ง ที่อยู่ 183 ม.2 ต.ยามู อ.ยะหริ่ง ปัตตานี
โทรศัพท์. 073-491316 หรือ 073-491013 ต่อ 106 (ห้องยา) โทรสาร 073-491317