โดย ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ เภสัชกรชำนาญการ รพ.ยะหริ่ง Cetirizine จัดเป็น Antihistamine Generation ใหม่ล่าสุด (รุ่นที่ 3) ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (US FDA) เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ที่ผ่านมา (13 ปีที่ผ่านมานี่เอง) Antihistamine ในกลุ่มนี้มีอะไรดี ๆ กว่า Antihistamine รุ่นที่ 2 (พวก Astemizole, Loratadine, Terfenadine) ตรงที่ยากลุ่ม 2 หลาย ๆ ตัว เป็น Pro-drug (หมายถึง เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วต้องเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาให้เป็น Active Drug (คือเป็นยาที่พร้อมจะออกฤทธิ์ก่อน) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดที่ตับ โดยอาศัยเอนไซม์ Cytochrome P450 ดังนั้นจึงมีปัญหาการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) กับยาบางตัว เช่น Ketoconazole และ Erythromycin ที่มีคุณสมบัติเป็น Enzyme Inhibitor (ยับยั้งเอนไซม์) คือมันจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงยากลุ่ม 2 ที่ให้ร่วมกันกับมันไปเป็น Active drug ได้น้อยลง ทำให้ระดับยากลุ่มที่ 2 ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ จนบางรายอาจรุนแรงแก่ชีวิตได้ การทำให้มียา Antihistamine กลุ่ม 3 ขึ้นมา จึงพยายามขจัดปัญหาตรงนี้ โดย Cetirizine นั้นเป็น Active Metabolite โดยตรงของ Hydroxyzine หรือ Atarax ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสามารถออกฤทธิ์ได้ทันที จากข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์พบว่า Cetirizine สามารถออกฤทธิ์ได้หลังจากกินเข้าไป 15-60 นาที ในขณะที่ Loratadine (ยาตัวเก่าที่เคยมี) กว่าจะออกฤทธิ์จะต้องใช้เวลา 1-3 ชั่วโมง ซึ่งช้ากว่า ยาตัวนี้มีฤทธิ์เจาะจงต่อ H1-receptor ไม่ผ่าน Blood Brain Barrier ทำให้ไม่มีฤทธิ์ข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น อาการง่วงนอน มึนงง และตอบสนองต่อสิ่งเร้าลดลง แต่นั่นเป็นเพียงทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงแล้ว พบว่า ในหลาย ๆ การศึกษา พบอาการข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมค่อนข้างบ่อย แม้จะน้อยกว่า Antihistamine กลุ่มแรก (พวก CPM) ก็ตาม นอกจากนี้ ยานี้ยังมีฤทธิ์ Anticholinergic เล็กน้อย ทำให้เกิดอาการปากแห้ง อ่อนเพลีย ได้บ้าง อาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่พบ ได้แก่ pharyngitis และ Dizziness เป็นต้น สำหรับ Drug Interaction ระหว่างยากลุ่ม 3 กับยาอื่น ๆ นั้น จากข้อมูลล่าสุด พบว่ายากลุ่มนี้ไม่มีปัญหา Drug Interaction กับยากลุ่ม Ketoconazole หรือ Erythromycin แต่อย่างใด พบมี Drug Interaction บ้างในระดับเล็กน้อยกับยา Theophylline ที่ยา Theophylline มีผลทำให้การขจัดยา Cetirizine ออกจากร่างกายลดลง 16% จึงมีข้อแนะนำเชิงสันนิษฐานว่า หากเพิ่มขนาดยา Theophylline มากกว่า 400 mg และให้พร้อมกับ Cetirizine อาจเกิดปัญหา Drug Interaction ดังกล่าวเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่มีข้อแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือปรับขนาดการใช้ยา Theophylline ควบคู่กับ Cetirizine แต่อย่างใด เมื่อทราบแล้วว่ายาตัวนี้เป็น Active metabolite ของยา Atarax หรือ Hydroxyzine ดังนั้นการเลือกใช้เพียงตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้นย่อมเพียงพอและเหมาะสม ครับ หรือบางครั้งการให้ยาที่มีฤทธิ์คล้าย ๆ กันหลายชนิดแต่กินคนละเวลากัน และลดความถี่ของยาชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่นให้ Cetirizine เช้า Atarax ก่อนนอนก็อาจพอให้อภัยได้ เหนือสิ่งอื่นใด เรายังพบการใช้ Antihistamine แบบเกินความจำเป็นอยู่อีกมาก บางรายได้รับทั้ง CPM, Atarax, Cyprohetadine หรือบางกรณีมีการให้ Cetirizine เพิ่มมาอีกตัว หนำซ้ำยังได้ยาทาอีกหลายชนิด เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหา PolyPharmacy ที่อาจส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ยอมรับการใช้ยาตามแพทย์สั่งหรือเกิดความสับสนในการใช้ยาได้ และจะเป็นผลร้ายหากมีผลกระทบไปยังยาโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับเป็นประจำอีกด้วย
โดย ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ เภสัชกรชำนาญการ รพ.ยะหริ่ง
Cetirizine จัดเป็น Antihistamine Generation ใหม่ล่าสุด (รุ่นที่ 3) ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (US FDA) เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ที่ผ่านมา (13 ปีที่ผ่านมานี่เอง)
Antihistamine ในกลุ่มนี้มีอะไรดี ๆ กว่า Antihistamine รุ่นที่ 2 (พวก Astemizole, Loratadine, Terfenadine) ตรงที่ยากลุ่ม 2 หลาย ๆ ตัว เป็น Pro-drug (หมายถึง เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วต้องเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาให้เป็น Active Drug (คือเป็นยาที่พร้อมจะออกฤทธิ์ก่อน) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดที่ตับ โดยอาศัยเอนไซม์ Cytochrome P450 ดังนั้นจึงมีปัญหาการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) กับยาบางตัว เช่น Ketoconazole และ Erythromycin ที่มีคุณสมบัติเป็น Enzyme Inhibitor (ยับยั้งเอนไซม์) คือมันจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงยากลุ่ม 2 ที่ให้ร่วมกันกับมันไปเป็น Active drug ได้น้อยลง ทำให้ระดับยากลุ่มที่ 2 ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ จนบางรายอาจรุนแรงแก่ชีวิตได้
การทำให้มียา Antihistamine กลุ่ม 3 ขึ้นมา จึงพยายามขจัดปัญหาตรงนี้ โดย Cetirizine นั้นเป็น Active Metabolite โดยตรงของ Hydroxyzine หรือ Atarax ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสามารถออกฤทธิ์ได้ทันที จากข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์พบว่า Cetirizine สามารถออกฤทธิ์ได้หลังจากกินเข้าไป 15-60 นาที ในขณะที่ Loratadine (ยาตัวเก่าที่เคยมี) กว่าจะออกฤทธิ์จะต้องใช้เวลา 1-3 ชั่วโมง ซึ่งช้ากว่า
ยาตัวนี้มีฤทธิ์เจาะจงต่อ H1-receptor ไม่ผ่าน Blood Brain Barrier ทำให้ไม่มีฤทธิ์ข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น อาการง่วงนอน มึนงง และตอบสนองต่อสิ่งเร้าลดลง แต่นั่นเป็นเพียงทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงแล้ว พบว่า ในหลาย ๆ การศึกษา พบอาการข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมค่อนข้างบ่อย แม้จะน้อยกว่า Antihistamine กลุ่มแรก (พวก CPM) ก็ตาม นอกจากนี้ ยานี้ยังมีฤทธิ์ Anticholinergic เล็กน้อย ทำให้เกิดอาการปากแห้ง อ่อนเพลีย ได้บ้าง อาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่พบ ได้แก่ pharyngitis และ Dizziness เป็นต้น
สำหรับ Drug Interaction ระหว่างยากลุ่ม 3 กับยาอื่น ๆ นั้น จากข้อมูลล่าสุด พบว่ายากลุ่มนี้ไม่มีปัญหา Drug Interaction กับยากลุ่ม Ketoconazole หรือ Erythromycin แต่อย่างใด พบมี Drug Interaction บ้างในระดับเล็กน้อยกับยา Theophylline ที่ยา Theophylline มีผลทำให้การขจัดยา Cetirizine ออกจากร่างกายลดลง 16% จึงมีข้อแนะนำเชิงสันนิษฐานว่า หากเพิ่มขนาดยา Theophylline มากกว่า 400 mg และให้พร้อมกับ Cetirizine อาจเกิดปัญหา Drug Interaction ดังกล่าวเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่มีข้อแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือปรับขนาดการใช้ยา Theophylline ควบคู่กับ Cetirizine แต่อย่างใด
เมื่อทราบแล้วว่ายาตัวนี้เป็น Active metabolite ของยา Atarax หรือ Hydroxyzine ดังนั้นการเลือกใช้เพียงตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้นย่อมเพียงพอและเหมาะสม ครับ หรือบางครั้งการให้ยาที่มีฤทธิ์คล้าย ๆ กันหลายชนิดแต่กินคนละเวลากัน และลดความถี่ของยาชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่นให้ Cetirizine เช้า Atarax ก่อนนอนก็อาจพอให้อภัยได้
เหนือสิ่งอื่นใด เรายังพบการใช้ Antihistamine แบบเกินความจำเป็นอยู่อีกมาก บางรายได้รับทั้ง CPM, Atarax, Cyprohetadine หรือบางกรณีมีการให้ Cetirizine เพิ่มมาอีกตัว หนำซ้ำยังได้ยาทาอีกหลายชนิด เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหา PolyPharmacy ที่อาจส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ยอมรับการใช้ยาตามแพทย์สั่งหรือเกิดความสับสนในการใช้ยาได้ และจะเป็นผลร้ายหากมีผลกระทบไปยังยาโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับเป็นประจำอีกด้วย